ย้อนอดีตกลับไปยังปีที่ ๕ แห่งการเสวยราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สหราชอาณาจักรได้เข้ามาเปิดบริษัทประกอบธุรกิจการทำไม้ในนามของบริษัทเบอร์เนียว ซึ่งได้รับสัมปทานจากรัฐบาลไทย และต่อมามีการนำเข้าเครื่องกลเพื่อตั้งโรงเลื่อยและใช้ช้างทำงานนับร้อยเชือกกระทั่งในปี พ.. ๒๔๕๕ กรมป่าไม้ได้ดำริให้มีการฝึกพนักงานป่าไม้ที่มีความรู้ ความชำนาญในการนำไม้สักออกจากป่า เพื่อจะได้ลดข้อบกพร่องต่าง ๆ ในขั้นตอนการทำไม้สำหรับนำมาปรับปรุงแก้ไข ตลอดจนวางมาตรการควบคุมผู้ที่ได้รับอนุญาติทำไม้ให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบได้ถูกต้อง ในปี พ.. ๒๔๗๖ จึงได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดจัดตั้งกองทำไม้ มีหน้าที่ดำเนินการนำไม้สักออกมาจำหน่ายในลักษณะรัฐพาณิชย์ ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ รัฐบาลได้ยุบกองทำไม้แล้วตั้งเป็นองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (...) ขึ้น โดยกำหนดเอาวันที่ ๑ มกราคม ๒๔๙๐ เป็นวันก่อตั้ง ล่วงมาจนในวันที่ ๒๕ กรกฎาคม พ.. ๒๔๙๙ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้จึงปรับเป็นนิติบุคคล สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 
     
 

       จะเห็นได้ว่าการใช้ช้างในอุตสาหกรรมป่าไม้นั้นดำเนินมานานนับร้อยปี และสืบเนื่องเรื่อยมาโดยองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้เป็นหลัก จนกระทั่งทางรัฐบาลได้ออกพระราชกำหนดยกเลิกสัมปทานทำไม้ป่าบกทั่วประเทศลงวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๓๒ ทำให้ช้างเอกชนจำนวนมากไม่มีงานทำ แต่ยังพบว่ามีการลักลอบทำไม้ผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่องและเพิ่มขึ้นทุกปี โดยกลุ่มช้างผิดกฎหมายเหล่านี้จะถูกใช้งานอย่างหนัก เนื่องจากเป็นงานที่ผิดกฎหมาย เจ้าของต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อหลบเจ้าหน้าที่ของรัฐ บางครั้งต้องทำงานในตอนกลางคืน เมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐจับกุมผู้กระทำผิดและจับช้างได้ ก็จะส่งช้างของกลางดังกล่าวมาให้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้เป็นผู้ดูแลเพื่อรอศาลตัดสิน ส่วนมากศาลก็มีคำตัดสินคืนช้างให้แก่เจ้าของ น้อยครั้งที่ศาลมีคำสั่งให้ริบช้างเป็นของแผ่นดิน สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับช้างเลวร้ายขึ้นเรื่อย ๆ

 
     
 

       ล่วงมาถึงปี พ.. ๒๕๓๔ ซึ่งเป็นปีที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเจริญพระชนมายุครบ ๓ รอบ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ได้ย้ายศูนย์ฝึกลูกช้างที่อำเภองาว ซึ่งมีเนื้อที่จำกัดไม่เหมาะกับสภาพการณ์ มาจัดตั้ง “ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย” โดยได้รับการอนุมัติจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ใช้พื้นที่ที่ติดต่อกับบริเวณสวนป่าทุ่งเกวียนบริเวณทางหลวงสายลำปาง-เชียงใหม่ แทนศูนย์ฝึกลูกช้างเดิมเพื่อเป็นการอนุรักษ์ศิลปะและเอกลักษณ์การทำไม้ด้วยช้างของไทยแล้วยังจะเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับช้างเพื่อการศึกษาค้นคว้าหรือทำงานวิจัยอันจะเป็นจุดต่อไปในอนาคต ขณะเดียวกันก็มีนโยบายที่จะพัฒนาศูนย์ดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอีกด้วย

 
     
 

       เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม พ.. ๒๕๔๕ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้เสด็จเยี่ยมช้างพังพระธิดาและพังวนาลีที่พระองค์ทรงรับไว้ในพระอุปถัมภ์ ตลอดจนทรงเยี่ยมชมกิจการด้านต่าง ๆ ของศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย นายชนัตร เลาหะวัฒนะ ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ได้กราบทูลถวายรายงานความตั้งใจที่จะยกฐานะของศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยขึ้นเป็นสถาบันคชบาลแห่งชาติ พร้อมกับได้กราบทูลขอพระราชทานพระกรุณาธิคุณรับสถาบันคชบาลแห่งชาติไว้ในพระอุปถัมภ์ และในวโรกาสเดียวกันนี้ได้ทรงเจิมแผ่นศิลาฤกษ์ในการก่อสร้างสำนักงานสถาบันคชบาลแห่งชาติด้วย

 
     
 

       จากนั้นเมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ พ.. ๒๕๔๕ เลขานุการในพระองค์ฯ ได้มีหนังสือที่ ๑๑๕/๒๐๒.๑๐/๒๕๔๕ แจ้งให้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ทราบว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับสถาบันคชบาลแห่งชาติไว้ในพระอุปถัมภ์ ซึ่งนับว่าเป็นสิริมงคลและเป็นมิ่งขวัญในการพัฒนาสถาบันฯ ให้เจริญวัฒนาต่อไป

 
     
 
วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ 2551  
  ลิง้ค์ไปเวบไซต์ที่น่าสนใจ
  องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้  
  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  
  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  
  รัฐบาลไทย  
  กรมป่าไม้  
  กรมปศุสัตว์  
  กรมอุทยาน  
  องค์การสวนสัตว์  
  ภาคีช้างไทย  
  มูลนิธิช้างแห่งประเทศไทย  
  มูลนิธิช่วยชีวิตสัตว์ป่าแห่งประเทศไทย  
  มูลนิธิโลกสีเขียว  
  กองทุนสัตว์ป่าโลกประเทศไทย  
  มูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติ  
  มูลนิธิกองทุนรักษ์ช้างภาคเหนือ  
       
   
 
 

                                                                                                                        สถาบันคชบาลแห่งชาติ
                          ที่อยู่ กม. 28-29 ถนนลำปาง-เชียงใหม่ ต. เวียงตาล อ.ห้างฉัตร จังหวัดลำปาง 52190 ประเทศไทย
                                                                                            Tel : 66-5424-7876, Fax : 66-5424-7896
                                                                                                     email : info@thailandelephant.org