| |
 |
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
ตั้งแต่อดีตกาล
ช้างเผือกถือเป็นสัตว์มงคลแห่งองค์พระมหากษัตริย์
ช้างเผือกในที่นี้
มิใช่ช้างที่เกิดลักษณะการสร้างเม็ดสีรงควัตถุ
(Pigment) ของผิวหนังผิดปกติที่เรียกว่า
Albino หากแต่เป็นช้างที่มีคชลักษณะที่ดีต้องตามตำราคชศาสตร์ |
|
| |
|
|
| |
ช้างเผือกเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง
จึงถือว่าเป็นสิ่งสำคัญคู่บ้านคู่เมือง
ทำให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล
ทำให้บ้านเมืองรุ่งเรือง
ช้างเผือกเป็นสิ่งหนึ่งในแก้ว ๗ ประการ
อันเป็นเครื่องหมายของพระเจ้าจักรพรรดิ
ได้แก่ ๑. จักรแก้ว ๒. ช้างแก้ว
(เป็นช้างเผือกชื่ออุโบสถ) ๓. ม้าแก้ว ๔.
มณีแก้ว ๕. นางแก้ว ๖. ขุนคลังแก้ว
๗.ขุนพลแก้ว ความนิยมเกี่ยวกับ ช้างเผือก
ในอินเดียมีมาแต่ก่อนพุทธกาลแล้ว ดังนั้น
แนวความเชื่อ
และตำราเกี่ยวกับช้างเผือกในประเทศไทย
ตลอดจนถึงพวกพม่า มอญ เขมร ลาว อาจมีมานานพอ
ๆ
กับระยะเวลาที่ศาสนาพราหมณ์และพุทธศาสนาแพร่มาถึงและจำเริญรุ่งเรืองในภูมิภาคแถบนี้ก็ว่าได้ |
|
| |
|
|
| |
ตำราพระคชศาสตร์และกฏหมายเกี่ยวกับช้างเผือก |
|
| |
|
|
| |
"ช้างเผือก" เป็นคำสามัญ ที่คนส่วนใหญ่
เข้าใจว่าใช้เรียกช้างที่มีสีของผิวหนังเป็นสีขาวอมชมพูแกมเทา
เช่นเดียวกับควายเผือก
แต่การดูที่สีผิวอย่างเดียวจะไม่สามารถกำหนดได้ว่า
ช้างเชือกนั้น ๆ เป็นช้างเผือกในความหมายของ
"ช้างสำคัญ" ซึ่งมีมงคลลักษณะครบถ้วน
นอกเหนือจากลักษณะอื่น ๆ
ที่จะระบุว่าช้างนั้นอยู่ในพงศ์ใด
ตระกูลใดแล้ว จึงจะถือเป็นช้างของผู้มีบุญญาธิการ
ดังที่กล่าวข้างต้น |
|
| |
|
|
| |
พระราชบัญญัติรักษาช้างป่าพุทธศักราช ๒๔๖๔
มาตรา ๔ ระบุว่า "ช้างสำคัญ"
ให้พึงเข้าใจว่า เป็นช้างที่มีมงคลลักษณะ ๗
ประการตามตำราพระคชศาสตร์ (ตำราพระคชศาสตร์แบ่งเป็นสองตอน
ตอนหนึ่งว่าด้วยแบบคชลักษณ์
คือรูปพรรณสัณฐานของช้างต่าง ๆ
ซึ่งดีและชั่วถ้าได้ไว้จะให้คุณและให้โทษอย่างไร
อีกตอนหนึ่งเป็นที่รวบรวมเวทมนต์เรียกว่า
คชกรรม คือ กระบวนการจับช้างรักษาช้าง
และบำบัด เสนียดจัญไรต่าง ๆ ) มงคลลักษณะ ๗
ประการ
ประกอบด้วย
๑. ตาขาว ๒. เพดานปากขาว ๓. เล็บขาว ๔.
ขนขาว ๕. พื้นหนังขาว หรือสีคล้ายหม้อใหม่
๖. ขนหางขาว ๗. อัณฑโกสขาว
หรือสีคล้ายหม้อใหม่
จากความหมายแห่งพระราชบัญญัตินี้ชี้ให้เห็นว่า
"ช้างสำคัญ" คือช้างเผือกที่มีลักษณะครบถ้วน
สำหรับช้างเผือกตามความหมายของคนทั่ว ๆ ไป
ซึ่งสังเกตุจากลักษณะครบถ้วนก็ได้
ในกรณีที่ช้างมีลักษณะมงคลอย่างหนึ่งอย่างใด
(หรือหลายอย่างแต่ไม่ครบ) ใน ๗ อย่าง
ตามพระราชบัญญัติตามมาตรานี้ ให้เรียกว่า
"ช้างประหลาด" หรือ "ช้างสีประหลาด" นอกจาก
"ช้างสำคัญ" และ "ช้างประหลาด" แล้ว กฏหมายฉบับนี้ยังได้กล่าวถึง
"ช้างเนียม"
ไว้ด้วยโดยระบุลักษณะของช้างเนียมไว้ ๓
ประการ คือ พื้นหนังดำ
งามีลักษณะดังรูปปลีกกล้วย และเล็บดำ
ซึ่งเป็นลักษณะของช้างที่แปลกประหลาดและหายาก |
|
| |
|
|
| |
ช้างทั้งสามประเภทเป็นช้างคู่บารมีของพระมหากษัตริย์เท่านั้น
ดังนั้นในมาตรา ๑๒ ของกฏหมายฉบับดังกล่าวจึงกำหนดให้ผู้ที่ครอบครองช้างสำคัญ
ช้างประหลาดและช้างเนียม
ต้องนำช้างดังกล่าว ขึ้นทูลเกล้าฯ
ถวายแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เพื่อเป็นช้างทรงต่อไปตามราชประเพณีที่ถือปฏิบัติมาแต่โบราณกาล
ถ้าผู้ใดฝ่าฝืนจะมีบทลงโทษ
|
|
| |
|
|
| |
ช้างเผือกถือว่ามีศักดิ์สูงเทียบชั้นเจ้าฟ้า
การอ่าน ฉันท์ ดุษฏี
สังเวยและขับไม้สมโภชนั้น ถือว่าเป็น
ของสูงจะมีได้เฉพาะในงานพระราชพิธีที่สำคัญ
ๆ เพียง ๓ งานเท่านั้น คือ ๑.
การสมโภชพระมหาเศวตฉัตร
และเครื่องสิริราชกกุธภัณฑ์ในงานพระราชพิธีฉัตรมงคล
๒.
การสมโภชในงานพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอที่ดำรงพระยศชั้น
"เจ้าฟ้า" และ ๓.
พระราชพิธีสมโภชขึ้นระวางช้างสำคัญ
ด้วยเหตุนี้ในสมัยโบราณจึงถือว่าช้างเผือกนั้นมีศักดิ์สูงเทียบชั้นเจ้าฟ้า |
|
| |
|
|
| |
สัตว์เลี้ยงไว้คู่กับช้างเผือก
สัตว์ที่จะนำมาเลี้ยงไว้คู่กับช้างเผือกมี ๒
ชนิด คือ ลิงเผือก และกาเผือก
เพราะถือกันว่าสัตว์ทั้งสองชนิดนี้เป็นของคู่บุญของช้างเผือก
และจะป้องกันสิ่งอวมงคลที่จะมาสู่ช้างเผือกได้ |
|
| |
|
|
| |
เมื่อมีเหตุเกิดแก่ช้างเผือกถือว่าเป็นลางร้าย
หากมีเหตุต่าง ๆ เกิดขึ้นแก่ช้างเผือก เช่น
เจ็บ งาหัก หรือล้ม
เชื่อกันว่าเป็นลางร้ายของแผ่นดิน จะเกิดอาเพทเหตุภัยร้ายแรงขึ้นแก่บ้านเมืองและประชาชน
หรือแม้แต่บ้านเมืองเกิดวิกฤตการณ์ช้างเผือกก็จะสำแดงอาการประหลาดต่าง
ๆ ให้เห็น
ทั้งจากความสำคัญในสถาบันหลักของแผ่นดินทั้งจากคติความเชื่อและประเพณี พิธีกรรมต่าง
ๆ
จะเห็นได้ว่าวัตรปฏิบัติระหว่างคนไทยกับช้างนั้นเป็นสัมพันธ์ที่แนบแน่นยิ่งนัก
ชาวต่างชาติต่างก็ประจักษ์ถึงความผูกพัน
ระหว่างคนกับช้างในแผ่นดินสยามนี้มาเนิ่นนาน
ดังจะเห็นได้จากบันทึกของลาลูแบร์ซึ่งเป็นเอกอัครราชทูตของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสในสมัยอยุธยาได้บันทึกถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นนี้ว่า
ชาวสยามพูดถึงช้างราวกับว่าช้างเป็นมนุษย์
เขาเชื่อกันว่าช้างมีความรู้สึกนึกคิดกอปรด้วยเหตุผลอันสมบูรณ์อย่างยิ่ง
ดังกรณีที่สมเด็จพระนารายณ์ฯ ประทานลูกช้าง
๓ เชือก ไปถวายสมเด็จพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส
เมื่อคนเลี้ยงช้างนำช้างไปลงเรือ
มีการรำพึงรำพันสั่งเสียเหมือนคนด้วยกัน
จะต้องพรากจากกันดังที่ลาลูร์แบร์เล่าว่า |
|
| |
|
|
| |
"เขาได้จัดลำเลียงลูกช้าง ๓ เชือก
ซึ่งสมเด็จพระเจ้ากรุงสยามตรัสให้ส่งไปพระราชทานแด่พระเจ้าหลานยาเธอแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
(ฝรั่งเศส) ทั้ง ๓ พระองค์ ไปลงเรือ
ครั้นคนสยาม ๓
คนที่นำช้างมาส่งถึงเรือกำปั่นคณะอัครราชฑูตแล้วก็รำพันร่ำลาลูกช้างทั้งสามเชือกประหนึ่งว่ามันเป็นเพื่อนของพวกเขาก็ว่าได้เข้าไปพูดกรอกหูช้างแต่ละเชือกว่า
"จงไปดีเถิดหนา-พ่อ
ถึงพ่อจะตกไปเป็นทาสของท่านก็จริงแล้ว
แต่พ่อก็จะได้เป็นทาสเจ้าใหญ่นายโตในโลกถึงสามพระองค์พ่อคงไม่ต้อทำงานหนักและยังจะมีเกียรติสง่าผ่าเผยเสียอีก"
ครั้นแล้ว พวกลูกเรือ (ฝรั่งเศส)
ก็ชักรอกกว้านเอาลูกช้างทั้งนั้นขึ้นเรือกำปั่น
และโดยที่เห็นมันพากันยอบตัวลงเมื่อลอดใต้สะพานเรือ
ก็พากันร้องชมเชยราวกับว่าสัตว์อื่นทั้งหลายจะมิพึงทำ
ยามจะลอดไปในที่ต่ำเช่นฉะนั้น" |
|
| |
|
|
| |
แม้กระทั่งปัจจุบัน
ภาพแห่งความผูกพันระหว่างช้างกับควาญก็ยังคงสร้างความชื่นชม
และยอมรับถึงความสามารถในการควบคุมสัตว์ใหญ่ที่สุดในโลกได้เป็นอย่างดีของควาญช้างไทย
เพราะในสายตาของชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวตะวันตกนั้น
ช้างคือสัตว์ที่น่ากลัวโดยเฉพาะในช่วงที่มันตกมัน
ซึ่งช้างจะกลายเป็นสัตว์ป่าที่ดุร้ายอย่างบ้าคลั่ง |
|
| |
|
|
| |
ภาพของสัตว์ใหญ่ที่ยังมีสัญชาตญาณป่า
ทว่ายอมค้อมหัวให้ควาญช้างไทยตัวเล็ก ๆ
อย่างศิโรราบ เช่น นี้เอง
อาจเป็นคำตอบว่าทำไม่หลายชาติในยุโรปและเอเซียที่มีภารกิจเกี่ยวพันกับช้าง
จึงยอมรับที่จะส่งคนมาดูงานประเทศไทย
หรือว่าจ้างควาญช้างไทยไปฝึกฝนให้คนของเขา |
|
| |
|
|
| |
เหตุที่ควาญช้างไทยมีความเข้าใจธรรมชาติและผูกพันกับช้างอย่างลึกซึ้งนี่เอง
ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่าง "ควาญ" หรือ
Mahout ของไทยกับคำว่า "คนดูแลช้าง" หรือ
Elephant Keeper ของต่างชาติ เพราะในขณะที่
ควาญช้างไทยเลี้ยงช้างเหมือนลูกหรือเพื่อนชีวิต
มีเครื่องมือบังคับเพียงตะขอหรือหนังสะติ๊กไว้ขู่
แต่คนดูแลช้างในต่างประเทศควบคุมช้างด้วยกระบองไฟฟ้า
และทำงานดูแลช้างเฉพาะเวลางานเท่านั้น
แต่ละปีจึงมีช้างจากต่างประเทศถูกส่งเข้ามาพักพิงอยู่ที่สถาบันคชบาลแห่งชาติ
จังหวัดลำปาง ในปริมาณที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
|
|
| |
|
|